กระบวนการยุติธรรมในประเทศไทยเป็นแบบไหน

Court-of-justice

โลกนี้ไม่มีความยุติธรรม!!!! เราอาจจะได้ยินผู้คนบ่นกันผ่านทางโซเชียล เวลามีคดีอะไรเกิดขึ้นแล้วพบว่าฝ่ายเสียหายมีสิทธิที่จะไม่ได้รับความเป็นธรรม หรือโดนผู้มีอิทธิพลมากกว่ากลั่นแกล้ง หรือบางครั้งเราก็พบว่าการสืบสวนดูเหมือนไม่ค่อยคืบหน้าเลย แต่แท้จริงแล้ว ทั้งหมดมันคือส่วนหนึ่งของกระบวนการยุติธรรม ซึ่งในระดับสากลเองก็มีระบบระเบียบอยู่เช่นกัน เพียงแค่ว่าของไทยเรายังตามหลังบรรดาประเทศที่มีระบบชัดเจนและได้พัฒนาจนก้าวหน้ามานานมากกว่าหลายสิบปี แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่า บ้านเมืองไทยเราไร้ซึ่งความยุติธรรมเลย เพราะมันมีเรื่องของการที่ต้องเข้ากระบวนการพิจารณาซึ่งต้องใช้ระยะเวลา บุคลากรที่จำกัด แล้วยังไม่รวมถึงความที่พนักงานสอบสวนเองก็กลัวจะเสียรูปคดี จึงไม่สามารถออกข่าวได้ตลอดเวลา เพื่อที่จะหาทางรวบรวมหลักฐานมัดตัวจัดการผู้กระทำผิด ขณะเดียวกันในหลายเคสก็เป็นเรื่องละเอียดอ่อน คือไม่ได้มีผู้ผิดอย่างแท้จริงระหว่างสองฝ่าย แต่เป็นเรื่องของผลประโยชน์ เพราะฉะนั้นการดำเนินการของเจ้าพนักงานและกระบวนการต่างๆ จึงจำเป็นต้อง “ระมัดระวัง หลักฐานต้องแน่ชัด” เพื่อป้องกันปัญหาการแทรกแซงต่างๆที่จะตามมา วันนี้เราลองมารู้จักเรื่องราวเบื้องต้นของระบบยุติธรรมในประเทศไทยดูว่าเป็นแบบไหนบ้าง ก่อนอื่นเรามาดูความหมายของมันก่อน นั่นคือ วิธีการของรัฐ ในการให้ความยุติธรรมแก่พลเมืองผู้มีอรรถคดีโดยผ่านองค์การ หรือสถาบันต่างๆ แบ่งได้ 2 ประเภทคือ

คดีอาญา

เป็นการฟ้องร้องโดยทั่วไปว่าจำเลยกระทำความผิด กรณีที่เจ้าพนักงานอัยการเป็นผู้ฟ้องร้อง ศาลจะไม่ต้องไต่สวนมูลฟ้อง เพราะทั่วไปแล้ว อัยการสามารถฟ้องได้ก็ต่อเมื่อมีเจ้าพนักงานได้ดำเนินการสอบสวนมาแล้ว แต่ถ้าศาลเห็นสมควรสั่งฟ้อง ก็สั่งให้ให้ไต่สวนก่อนได้ ส่วนในกรณีผู้เสียหายมาเป็นโจทก์ด้วยตัวเอง มีขั้นตอนว่า ศาลต้องไต่สวนมูลฟ้องก่อนเสมอ เพราะเท่ากับว่าไม่ได้ผ่านการสอบสวนของเจ้าพนักงานมาในขั้นแรก กรณีแบบนี้ ผู้พิพากษาถือตัวหลักในการไต่สวน แล้วถ้าพิจารณาเห็นว่ามีมูล ก็จะสั่งประทับฟ้องให้หน่วยงานของรัฐที่มีอำนาจ เป็นผู้รับผิดชอบในกระบวนการทางอาญา ตามแต่เจ้าพนักงานสอบสวนของแต่ละหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในคดีนั้นๆไป เช่น ตำรวจ พนักงานฝ่ายปกครอง ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ ปลัด พัศดี เจ้าพนักงานกรมสรรพสามิต กรมศุลกากร กรมเจ้าท่า หรือพนักงานอัยการ กรมราชทัณฑ์ หรือศาลเองก็สามารถเป็นผู้สั่งฟ้องได้ เพราะถือว่าเป็นหน่วยงานที่สำคัญที่สุด ซึ่งในเวลานี้จะมีหลักๆคือศาลยุติธรรม หรือศาลพลเรือน และ ศาลทหาร

คดีแพ่ง

อยู่บนหลักการพื้นฐานของที่เกี่ยวข้องกับทรัพย์สิน เมื่อคู่กรณีสองฝ่ายเกิดข้อพิพาทต่อกันแล้ว ทั้งสองฝ่ายจะยื่นทำคำร้องต่อศาล แล้วจึงเข้าสู่กระบวนพิจารณา พิพากษาตามข้อเท็จจริงที่มีอยู่ แต่จะไม่สามารถตัดสินเกินกว่าคำยื่นขอในคำฟ้องไม่ได้ ดังนั้นหัวใจสำคัญที่สุดของกระบวนการนี้คือ คู่ความทั้งสองฝ่ายจะต้องรักษาผลประโยชน์ของฝ่ายตนอย่างเต็มที่ ภายใต้หลักฐานทั้งหมดที่มี เพื่อให้ฝ่ายตนได้เปรียบที่สุดสำหรับการตัดสิน เพราะผู้พิพากษาไม่สามารถตัดสินโดยคำนึงถึงหลักฐานที่มากเกินกว่าจากการยื่นคำร้องได้ จากนั้น เมื่อมีคำพิพากษาออกมาแล้ว เจ้าหนี้ต้องร้องขอให้มีคำบังคับคดีชั้นหนึ่ง จากนั้นจึงมีการบังคับตามคำพิพากษาได้ โดยต้องกระทำโดยรัฐคู่ความ ไม่สามารถบังคับตามคำพิพากษาด้วยตนเอง หรือเท่ากับต้องให้เจ้าพนักงานเป็นผู้ดำเนินการให้ สำหรับหน่วยงานหลักของรัฐที่มีอำนาจหน้าที่ในกระบวนการนี้คือ ศาล พนักงานอัยการ และพนักงานบังคับคดี

ดังนั้นเมื่อทราบข้อมูลเบื้องต้นกันแล้ว เราจะเห็นว่า ระบบและกระบวนการมีความล่าช้าไปบ้าง หรือในหลายครั้งก็ล่าช้าไปมาก หลายเคสอาจเป็นเพราะขาดซึ่งหลักฐานสำคัญที่ฝ่ายโจทก์และจำเลยใช้ยื่นคำร้อง ยังไม่รวมถึงการตัดสินในคดีอื่นๆที่เกิดขึ้นตามลำดับการพิจารณา อีกทั้งความจริงคือ ทุกคดีล้วนเกี่ยวข้องกับชีวิตและชะตากรรมของผู้โดนตัดสิน ผู้มีอำนาจในกระบวนการจึงไม่อาจตัดสินชีวิตของคนเหล่านั้นหรือตัดสินให้อีกฝ่ายต้องเสียค่าเสียหายมหาศาลได้โดยปราศจากการพิจารณาอย่างถี่ถ้วนมากพอ ถึงอย่างนั้น กระบวนการยุติธรรมของไทยก็มีความพยายามที่จะปรับปรุง พัฒนาเพื่อให้ทันโลกยุคดิจิตอลที่ได้อาศัยข้อมูลหลักฐานในเชิงนิติวิทยาและจากนวัตกรรมเทคโนโลยีมากขึ้น

Justice-process