หน้าที่ของศาลอุทธรณ์ที่แท้จริงมีอะไรบ้าง

ประเทศในโลกนี้แต่ละประเทศก็มีระบบการปกครองในส่วนต่าง ๆ ที่แตกต่างกันออกไป ในส่วนของประเทศไทยเรา มีการปกครองที่แบ่งแยกกันออกไปอย่างชัดเจน หนึ่งในนั้นก็คือการปกครองด้านกฎหมาย ซึ่งการปกครองด้านกฎหมายของไทยนั้นมีศาลสถิตยุติธรรมเป็นหลักและเป็นผู้ดำเนินการทางกฎหมายด้วยระบบที่รัดกุมและมีหลักการณ์ที่ดำรงไว้ซึ่งความยุติธรรม คำว่ายุติธรรม แปลได้ว่า ยุติ โดยธรรม คือ การแก้ปัญหาต่าง ๆ ให้คลี่คลายออกมาอย่างถูกต้องและเป็นธรรมต่อทุกฝ่ายนั่นเอง

 

กระบวนการยุติธรรมของไทยนั้นขั้นตอนต่าง ๆ จะจัดให้ประกอบไปด้วยศาลทั้งหมด 3 ศาลอย่างชัดเจนซึ่งก็ได้แก ศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ และศาลฎีกา ศาลชั้นต้นมีหน้ที่ที่จะรับฟ้องคดีและดำเนินคดีในขั้นตอนแรก แต่ก่อนที่คดีต่าง ๆ จะมาถึงยังศาลจะมีการไกล่เกลี่ยคดีความ การรวบรวมหละกฐานและสืบพยาน เพื่อที่ว่าจะคัดกรองคดีความต่าง ๆ ก่อนที่จะมาถึงศาลชั้นต้นว่าคดีเหล่านั้นสมควรที่จะเป็นคดีหรือไม่ มีมูลเหตุพอที่จะฟ้องร้องกันและเป็นคดีความจริงหรือไม่ เพราะในแต่ละวันมีกรณีที่เป็นเหตุให้คนเกิดการฟ้องร้องกัน ทั้งคบุคคลทั่วไปกับบุคคล บุคคลกับองค์กร และองค์กรกับองค์กรอยู่มากมาย หากศาลไม่ทำการพิจารณาไกล่เกลี่ยและคัดกรองก็จะมีคดีอยู่ล้นศาลและไม่สามารถจัดการได้ คดีหลาย ๆ คดีแม้จะมีมูลเหตุและหลักฐานต่าง ๆ ที่มีน้ำหนักพอที่จะนำไปขึ้นศาลและฟ้องเป็นคดีความได้ก็จริงแต่ถ้าผู้เกี่ยวข้องและศาลเห็นว่าสามารถที่จะไกล่เกลี่ยยอมความกันได้ ตกลงกันได้ก่อนที่จะเป็นคดีเช่น ชดใช้ค่าเสียหายเป็นที่พอใจแก่กัน รับผิดชอบในความผิดซึ่งกันก็ไม่ต้องเป็นคดีความ

 

สำหรับศาลอุทธรณ์จะเป็นศาลขั้นที่สองในกระบวนการยุติธรรม คำว่าอุทธรณ์ แปลว่า การยกขึ้น การเคลื่อน การรื้อขึ้น การนำมาให้ การเสนอ หรืออาจจะแปลว่าการร้องทุกข์ก็ได้  หน้าที่ที่แท้จริงของศาลอุทธรณ์จะเป็นการพิจารณาคดีที่ได้รับการตัดสินมาแล้วในศาลชั้นต้น เมื่อมีการตัดสินโทษในศาลชั้นต้นแล้ว คู่ความอาจจะเป็นฝ่ายโจทย์หรือฝ่ายจำเลยก็ตามมีความรู้สึกว่ายังไม่ได้รับความเป็นธรรมเท่าที่ควรพอใจ เช่นฝ่ายจำเลยเห็นว่าตนไม่ได้รับความยุติธรรมที่ศาลชั้นต้นตัดสินให้ตนผิดแต่แท้จริงตนไม่ผิด หรือโทษที่ได้รับหนักเกินไปไม่เหมาะสมก็สามารถให้ทนายยื่นคำร้องขออุทธรณ์ได้ ในขณะเดียวกันโจทย์อาจจะไม่พึงพอใจในการตัดสินของศาลชั้นต้น โทษที่จำเลยได้รับไม่สมกับความผิดของเขาก็สามารถให้ทนายฝ่ายโจทย์ยื่นหนังสืออุทธรณ์ได้เช่นกัน แต่การที่ศาลจะอุทธรณ์จะพิจารณาให้มีคำสั่งรื้อคดีรับหนังสืออุทธรณ์หรือไม่ก็อยู่มที่ดุลพินิจของศาลเช่นกัน ซึ่งก็ต้องพิจารณากันจากหลักฐานเดิมจากศาลชั้นต้นก่อน เมื่อพิจารณาแล้วว่าควรนำมาพิจารณาตัดสินกันใหม่ก็จะอนุมัติ ในการขึ้นศาลอุทธรณ์นั้นก็ต้องสืบพยานกันใหม่หาหลักฐานกันใหม่อีกครั้งเช่นกัน ในกรณีที่ศาลอุทธรณืพิจารณาตัดสินแล้ว แต่คู่กรณีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดยังไม่พอใจในคำตัดสินจึงจะร้องฎีกาไปถึงศาลฎีกาหรือศาลสูงสุดนั่นเอง